วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555

แค่

แค่ตั้งใจจะเริ่ม ฉันก็เห็นปลายทางแล้ว

ที่เหลือก็แค่เดินไปเรื่อยๆ โดยไม่หวังอะไร

สร้างเหตุไปเรื่อยๆ ... เรื่อยๆ


เมื่อเหตุถึงพร้อม ผลจะปรากฎ

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ความรักคืออะไร?

"ความรักเป็นความจริงไม่ใช่อารมณ์

ไม่ใช่เป็นเรื่องต้องร้องไห้ ไม่ใช่ความรู้สึกอ่อนไหว" (กฤษณมูรติ, 2550)



ความรักคืออะไร?



- ความรู้สึกดูดดื่ม?? ความปรารถนาจะเป็นเจ้าของในอีกฝ่าย??

- ประกอบไปด้วยความคาดหวัง?? แม้กระทั่งคนที่บอกว่าจะให้โดยไม่คาดหวังอะไร (แต่ก็คาดหวังที่จะให้)??

- เป้าหมายของความรักล่ะ?? เรารักได้เพียงหนึ่งคน หรือไม่กี่คน(กิ๊ก) ??



ความรัก กับความเป็นอิสระ กับความกว้างของจิตใจ มันอยู่ร่วมกันได้หรือไม่?

ใจที่เราสามารถเผื่อแผ่ให้ทุกสิ่งโดยไม่เลือกเป้าหมาย นั่นเป็นความรักได้หรือไม่?

ใจที่ไม่หวั่นไหวไปด้วยความชอบหรือความชัง เป็นความรักไหม?

ใจซึ่งละเอียดอ่อนต่อผู้คน แม่น้ำลำธาร สัตว์เลี้ยง แมลง ต้นไม้ใบหญ้า เป็นความรักได้หรือไม่?

ใจซึ่งละทิ้งตนเอง ไม่เหลือแม้ความรู้สึกที่ได้เป็นผู้ให้ ไม่เหลือความรู้สึกที่ได้เป็นผู้มอบความรัก คือความรักหรือไม่?




-------------------------------------------------------------------------------


ความรักที่แท้ (ไม่ใช่แบบโรแมนติก) มีเรื่องน่าแปลกอยู่อย่างหนึ่ง


ถ้าเราคิดหรือเกิดสำนึกว่าเรากำลังรักผู้อื่น นั่นหมายความว่า ขณะนั้นความรักมิได้เกิดขึ้น

ความรักเกิดขึ้นในภาวะที่ปราศจากตัวตนเท่านั้น (เน้นว่า ปราศจากตัวตน เท่านั้น)

ภาวะที่ปราศจากตัวตน คือขณะที่เราได้ลดตนเองลงอย่างสมบูรณ์ เพื่อเอาใส่ใจกับรายละเอียด

เอาใจไปใส่ลงในการสังเกตโลกและสรรพสิ่งเหล่านั้น

โดยละทิ้งความอยาก ความปรารถนาและความต้องการของตนเองลง

เมื่อนั้นที่เราจะสามารถเชื่อมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งได้ และความรักที่แท้จริงจะอยู่กับเราตรงนั้น



เราเองจะไม่ลึกลับแปลกหน้าต่อโลก และโลกจะไม่ลึกลับกับเราอีกต่อไป

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

อัพเดทก่อนปิดเทอม

เวลาผ่านไปไวยังกะจรวด


ช่วงๆต้นๆที่เปิด blog นี้ เป็นช่วงก่อนเข้า ป.โท counseling


พอมาถึงตอนนี้ จะจบ ปี 2 เทอม 1 แล้ว (ประมาณครึ่งทางละ)



1.

ความเข้าใจเดิมที่เคยมีก่อนเข้ามาที่นี่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง (เคยคิดไว้ว่า ป.โทที่นี่จะง่าย)

แต่พอมาเจอเข้ากับตัวก็รู้ว่า...มันสาหัสขึ้นทุกเทอมอย่างที่ อ.เติ้ลบอกไว้จริงๆด้วย

ถ้าน้องๆมาบอกว่า ป.โท counseling ง่ายนี่ กุจะขอเถียงว่าไม่จริง จะท้าให้มาเรียนดูเลย ฮ่าๆๆ



2.

คณะจิตวิทยาเปลี่ยนไปเยอะมาก...

(จริงๆมันก็เปลี่ยนไปเยอะตั้งแต่หลังรุ่นกุเรียนจบไปสักพัก)

น้องๆป.ตรีส่วนใหญ่ในคณะคงจะรู้ดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เหอะๆๆ


การเปลี่ยนแปลงก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ดี

และการมีการประชุมหรือหารือกันระหว่างนิสิตกับอาจารย์ชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนนั้น

ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ดี

อย่างน้อยแต่ละฝ่ายก็จะได้เข้าใจกันมากขึ้นด้วย


แต่ลึกๆแล้วในใจก็ยังมีความทรงจำที่มันมาเปรียบเทียบกับปัจจุบันนี้ด้วย

สมัยก่อนเข้าไปเปิด web reg ดูวิชาเรียนมันช่างเยอะแยะ

สมัยนี้น้อง ป.ตรีกลับบ่นว่าแทบจะไม่มีอะไรลงเรียนแล้ว

(คือมันก็ไม่ใช่ไม่มีเลยนะ แต่น้องเรียนกันไปหมดแล้ว มันจะซ้ำ จนหลายคนเลือกลงวิชานอกคณะเป็นวิชาโทแล้วเนี่ย)

พูดอีกอย่างนึงคือ ตัวเลือกน้อยมาก

พอรู้งี้แล้วก็แอบอนาถจิตเล็กๆ


อาจเรียกได้ว่าเป็นยุคมืดก็ได้ ฮ่าๆๆ มันเป็นแค่มุมมองส่วนบุคคลหน่ะ

(แต่เชื่อว่าอีกเยอะที่เป็นเด็กป.ตรี แล้วเจอเรื่องนี้โดยตรงจะรู้สึกแบบเดียวกัน

อาจมากกว่ากุด้วยซ้ำ เพราะกุพ้น ป.ตรีมาแร้วหนิ)



3.

ชีวิตชิวๆที่บ้าน . . . ?

No way... ยากส์โคดๆ ที่จะได้อยู่บ้านแล้วว่างทั้งวัน

เทอมนี้วันไหนได้อยู่บ้าน = ปั่นงาน

วันไหนว่างงานจะรู้สึกผิดเล็กๆ ฮ่าๆๆ

เพราะตราบใดที่ยังไม่ปิดเทอม งานก็จะยังล้นมืออยู่นั่นแหละ


แต่เดี๋ยวจันทร์หน้ากุก็หลุดพ้นละ เข้าสู่ภาวะปิดเทอม

...แต่ ปิดเทอม ก็เหมือนไม่ได้ปิด

เพราะมีโครงร่าง Internship กะ โครงร่าง Thesis จ่อคอหอย รออยู่

เป็นการหลุดพ้นจากสังสารวัฏ (วงจรอันน่าสงสาร) หนึ่ง ไปสู่อีกสังสารวัฏหนึ่ง

ซึ่งมันก็ไม่ต่างอะไรกับช่วงเปิดเทอมมากนัก

ที่ต่างก็แค่ไม่ต้องถ่อไปเรียน (แต่ก็ต้องถ่อไปคณะเพื่อคุยกะ อ.อยู่ดีแหละ T^T)



4.

เรื่องสุขภาพ

- ยังแพ้อากาศอยู่บ้างในตอนเช้า เริ่มชินละ

- น้ำหนักช่วงนี้เพิ่มจากช่วงซัมเมอร์ 55 โล มาเป็น 59 โล

- หลายคนทักว่าดูมีน้ำมีนวลขึ้น (หน้ากุบวมขึ้นว่างั้นเหอะ)



5.

เรื่องเพื่อนๆ

- เพื่อนในรุ่น : ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่

ที่ผ่านมาสัปดาห์นึงก็เรียนแค่ 2 วัน ส่วนใหญ่เจอกันในเฟซมากกว่า

แถมกุเป็นคนไม่ติดเพื่อนอีก ก็เลยไม่ได้อยู่กับเพื่อนมากเท่าเทอมก่อน

และหนำซ้ำยังเป็นเทอมที่หนักกว่าเทอมก่อนหลายเท่าด้วยแล้ว

เราเลยใช้เวลาอยู่กับตัวเราเองมากขึ้นไปอีก


แต่หลังปิดเทอมไปจะมี workshop อ.โสรีช์

เป็นโอกาสที่ดีมากที่จะได้ไปอยู่กับเพื่อนๆหลายวัน ^^



- เพื่อนในกลุ่ม Me myself

เพิ่งได้เจอกันเมื่อศุกร์ที่แล้ว ก็อัพเดทกันไปเยอะอยู่

แล้วก็มีโปรแกรมทัวร์ไปด้วยกันในช่วงปลายปีนี้ด้วย ^^"

(จ่ายค่าเดินทางหนักจนแอบตะลึงเหมือนกันว่าเพื่อนกุจะทำทัวร์แบบเป็นล่ำเป็นสันเลยหรือไงวะ ฮ่าๆๆๆ)



6.

เรื่องกุ๊กกิ๊ก

- ไม่มี


- ขยายความหน่อยก็ได้... ไม่มีแฟน ไม่มีคนมาจีบ ไม่ไปจีบใคร อะไรทั้งสิ้น

- เทอมนี้จะเอาไรกะกุนักหนา ทำงานหนักแอ๊ก เลยต้องสลัดเรื่องนี้ทิ้งไป

ไม่งั้นถ้ามัวจมกะเรื่องนี้นะ ป่านนี้ก็คงนั่งอยู่กับกองงานต่อไปอีกเป็นภูเขานั่นแหละ

- ข้อดีอย่างนึงของการแปลงร่างเป็นมนุษย์งานในเทอมนี้ คือ ไม่เปลืองใจดี ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ !!!

ก็...มันจะมีความเครียดเรื่องงาน เข้ามาแทนที่ซะมากกว่า อ่ะนะ...



7.

เรื่องเป้าหมายชีวิต

- เหมือนจะถอยหลังลงคลองแล้วหล่ะ

แต่เมื่อวานฉุกคิดขึ้นมาได้ ก็เลยกลับลำ

แต่ยังไม่ได้กลับมาเต็มลำ อย่างน้อยปีนขึ้นมาจากหลุมที่ตกลงไปได้ (ไม่ใช่หลุมรักแน่นอน)

พอปีนขึ้นมาก็ยังยืนอยู่ ยังไม่ได้เดินไปข้างหน้า


- ปีหน้าจะอายุ 25 แล้ว มีโปรเจ็คที่คิดไว้ในใจเกี่ยวกับตัวเราเองอยู่

เป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการเดินทางไปสู่เป้าหมายสูงสุดในชีวิต

ที่เขียนไว้ตรงนี้เผื่อวันนึงเรากลับมาอ่านจะได้เช็คตัวเองด้วยว่าหลุดออกไปจากเส้นทางมั๊ย

(จะได้ช่วยเตือนสติตัวเองได้ ^^)

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

เงามืด

สิ่งที่กุกลัว กำลังจะเป็นจริง???



หลังจากที่เห็นเค้าลางของอะไรบางอย่าง...


สิ่งที่กุไม่อยากให้เกิด มันเกิดขึ้นเสียแล้ว... 1 ก้าว


แต่กุจะทำอย่างไรได้เล่า ในเมื่อกุไม่สามารถควบคุมมันได้



นั่นหมายความว่า เมื่อมีก้าวที่ 2 ... 3 4 ไปเรื่อยๆ จนถึงก้าวที่ 10


ความกลัวของกุจะต้องเพิ่มขึ้นด้วยหรือ?


และที่สำคัญที่สุด... นั่นไม่ใช่เรื่องของกุ


แต่เป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบ..ของคนอื่นชัดๆ



วิบากกรรมของคนอื่น ก็ควรจะปล่อยให้เค้าได้รับผลเอง ถูกมั๊ย?


ท้ายที่สุดแล้วกุคงช่วยอะไรไม่ได้ และทำได้แค่รอให้ถึงวันนั้น วันที่่เค้าจะเสียใจ


ขอบคุณที่โชคชะตาส่งแบบฝึกหัดการปล่อยวางมาให้กุ


กุจะใช้บทเรียนที่ได้จากเรื่องนี้ให้คุ้มค่าที่สุด :)

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554

...?

วันนี้ทำกลุ่ม เหนื่อยมาก โคดของโคดเหนื่อย

แทบจะหมดแรง . . . แต่



ที่ผ่านมาได้เสียงตอบรับจากน้องๆเป็นจำนวนมากว่า

เข้ากลุ่มแล้วรู้สึกดี อบอุ่น มีความสุข ได้ประสบการณ์ดีๆ

บางคนได้อะไรเยอะมาก ไปด้วยกันกับเพื่อนๆเค้าได้ดีขึ้น

บางคนที่ไม่รู้จักกันเลย เค้าก็สนิทกันมากขึ้นได้

และที่สำคัญที่สุดเลยคือ มีน้องหลายคนที่ได้ประโยชน์ตรงตามวัตถุประสงค์ของกลุ่มที่เราทำ



เท่านี้เราก็ดีใจมากแล้ว

มันเป็นกำลังใจให้เราเดินต่อไปได้ดีเลยหล่ะ . . . ตอนที่เค้าเขียนมาว่าชีวิตเค้ามีอะไรดีขึ้น

มันเป็นความภาคภูมิใจที่เราได้เป็นส่วนประกอบเล็กๆอันนึงในชีวิตของกันและกัน



เราไม่อยากได้ A วิชาฝึกงานหรอกนะ

แต่เราอยากจะมอบสิ่งดีๆให้กับ member ทุกคนหน่ะ (มันสำคัญกว่าเกรดซะอีก)

แต่ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาเราเองก็ได้สิ่งดีๆจาก member มาด้วย



เทอมนี้เราผ่านมา 4 กลุ่มละ

เป็น 4 กลุ่มที่มีอะไรให้เราได้ย้อนกลับมาทบทวนชีวิตของตัวเราเองทุกครั้ง

ขณะที่พวกเขาเติบโต เราเองก็เติบโตไปพร้อมๆกับพวกเขาด้วย



เราพอจะเริ่มเห็นภาพแล้วว่า พี่ๆหรือ อ.ที่ผ่านกลุ่มมาอย่างโชกโชน

เค้าก็จะต้องได้รับประสบการณ์จากกลุ่มมาชนิดที่เรียกว่าไล่เรียงไม่ถูก

เรายังรู้สึกอยู่เลยว่าเรื่องการทำกลุ่มตอนนี้ความสามารถเราเป็นแค่เศษขี้ธุลีเล็บของรุ่นพี่และ อ.อีกหลายท่าน




สิ่งที่เรียนรู้จากสัปดาห์นี้ หลักๆคือ

ในเรื่องราวของคนอื่น บางทีจะมีโจทย์ชีวิตของเราเองซ่อนอยู่ในนั้นด้วย...

บางครั้งการที่เราแก้โจทย์คนอื่นได้ เราก็จะแก้โจทย์ตัวเองได้ด้วยตามมา

(เปรียบเปรยเฉยๆประมาณว่า รักษาคนอื่น ก็เหมือนรักษาตัวเอง ไรงี้)

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สิ่งที่เปลี่ยนไป

อ. บอกว่า คนที่เรียน Counseling จะละเอียดและไวต่อการรับรู้มากขึ้น


ซึ่งเราเองก็พบว่านั่นเป็นสิ่งที่มีอยู่ใน อ. และรุ่นพี่ๆ counseling มากมายหลายคน


โดยส่วนตัวเราเองตั้งแต่เรียน ป.ตรี จิตวิทยา

การที่ได้ลงเรียนวิชา counseling หลายตัว มันก็มีส่วนทำให้เราละเอียดขึ้นกับการรับรู้


พอมา ป.โท จนกระทั่งตอนนี้ แม้จะยังไม่ถึงระดับของรุ่นพี่ๆ หรือ อ.

แต่เราก็รู้สึกได้กับตัวเราเองว่ามันต่างจากตอน ป.ตรี ...


มันไม่ใช่แค่ใช้ได้ในทางการเรียนหรือไรนะ

แต่กับชีวิตประจำวัน ทุกวันที่่ผ่านไป เหตุการณ์หลายอย่าง

ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร แต่มันเป็นความไว


มันมีความไวกับตัวเอง แล้วก็ไวกับคนอื่น



----------------------------------------------------------


ซึ่งหากจะพูดถึงความไว ...ตอนนี้มีคนๆหนึ่งที่เรากำลังสงสัยอยู่.........สงสัยมานานมากแล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Room of ill omen.

มีคนบอกเราไว้ว่า บริเวณห้องสโมฯนั้น

เป็นสถานที่ที่มีกลิ่นไอแปลกประหลาดแฝงอยู่

ซึ่งหลายคนที่ไม่อยากเข้าห้องสโม เพราะความรู้สึกเหล่านี้


เขาบอกว่า แทบจะไม่มีใครอยากเข้าไปอยู่ในนั้น

ยกเว้นคนประเภทเดียว คือ "คนที่ใช้ห้องสโม" - เป็นคำที่ดูเผินๆจะไม่ค่อยมีอะไร แต่ความหมายก็ลึกอยู่

เหมือนเจ้าของประโยคจะหมายถึงใครสักคน ในขณะเดียวกันก็หมายถึงใครหลายคน


ซึ่งก่อนแรกเราก็รู้สึก แต่ไม่ได้ชัดขนาดนี้ จนกระทั่งมีคนๆนี้มาเล่าให้ฟัง

ทำให้เรารู้สึกถึงความแตกต่างของสโมที่ตึกเหลืองนี้

กับสโมเดิมที่ชั้น 16 สมัยนั้นที่ให้ความรู้สึกเป็นที่พักผ่อนได้ดีหลังเลิกเรียน

(มีโซฟา มีโต๊ะ มีคอมพิวเตอร์ มีแอร์ ห้องก็กว้างกว่า โปร่งกว่า ไม่อับ)


หลายคนอาจจะไม่ต้องพูดถึงเรื่องสโมห้องใหม่นี้มากมายเท่าไหร่

แค่สังเกตก็รู้ว่า ไม่ใช่ที่ๆจะเข้าไปขลุกอยู่ในนั้นได้นานๆ

(ยกเว้นคนบางคน อย่างที่กล่าวมาแล้ว)


ถ้าถามความเห็นส่วนตัวของเรา (ไม่นับเรื่องสัมผัสแปลกๆ)

เรารู้สึกว่าหน้าห้องสโมเป็นส่วนที่น่าอยู่มากกว่าสโม

ในสโมมียุงชุกชุม เข้าไปแล้วอบๆ อากาศก็ไม่ถ่ายเท แอร์ก็ไม่มี เข้าไปในนั้นแล้วมันร้อนกว่าข้างนอกห้อง

แม้ว่ากีตาร์จะอยู่ในห้องสโม แต่คนส่วนใหญ่ก็จะหยิบมันไปเล่นที่อื่นซะมากกว่า เช่น หน้าห้อง หรือห้องกนจว.


เราพบว่าหลายครั้งที่เราไปห้องสโม เราจะรู้สึกว่านี่เป็นที่ๆไม่น่าเข้าไป

มันมีคลื่นของอะไรบางอย่างอยู่ในห้องนั้น

บางทีเข้าไปอยู่นานๆก็จะรู้สึกว่าพลังงานของเราถูกดูดไปด้วย


นอกจากนี้ ห้องสโมใหม่ยังเป็นสถานที่ที่นำพาความโชคร้าย

เรื่องราวความซวยของคนหลายคน ก็เกิดขึ้นด้วยห้องสโมนี้เป็นส่วนสำคัญส่วนนึงเช่นกัน



สองสามวันนี้เพิ่งได้กลิ่นเหม็นเน่าในห้องสโม

(อาจจะเป็นกลิ่นหนูตาย?)

หรือมีเราคนเดียวที่ได้กลิ่นนี้???