เสียงใบไม้ไหวในวูบแรกที่เดินก้าวผ่านเข้าประตูรั้ว
พร้อมๆกับบรรดาต้นไม้สูงใหญ่เขียวชอุ่มที่ร่ายรำกันอยู่สองฝั่งข้างทางเดิน
มันค่อยๆซึมซาบเข้ามาในห้วงการรับรู้ ชำระปัดเป่าใจที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันแห่งเมืองกรุงออกไปได้บ้าง
ที่รู้คือ ผมมาที่นี่พร้อมกับความคาดหวังว่าจะได้อะไรกลับไป...
ราวกับว่าที่นี่มีขุมทรัพย์อะไรบางอย่างที่ล้ำค่ากับชีวิตมาถูกฝังไว้ และผมมาเพื่อที่จะขุดค้นหามัน
ซึ่งสำหรับการเดินทางมาในครั้งนี้ มีเวลาประมาณ 7 วันเพื่อที่จะหามันให้เจอ
บางทีหากจะให้กล่าวถึงสิ่งที่เราฝันไว้ กับความจริง มักจะสวนทางกันเสมอ
และการแสวงหาครั้งนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น
เมื่อลองกลับไปค้นดูสัญญาเก่าๆในห้วงความคิดเดิม
มีแต่ข้อสังเกตอะไรก็ไม่อาจทราบได้ ดูแปลก...สัตว์ที่อาศัยอยู่ที่นี่ ค่อนข้างมีคุณภาพ
- เริ่มตั้งแต่ตุ๊กแก เป็นสัตว์ที่มีการกล่าวขานกันในหมู่เพื่อนฝูงว่าน่ากลัว และที่นี่คือถิ่นของพวกเขาเหล่านั้น
ผมมาที่นี่ แต่ยังไม่เจอตุ๊กแกต่อหน้าต่อตาเลยแม้แต่ตัวเดียว เห็นเพียงมูลสีดำสนิทก้อนเล็กๆของมันที่ทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า
และบางครั้งก็จะมีเสียงตุ๊กแกดังขึ้น แต่ท้ายที่สุดผมก็ไม่เห็นโฉมหน้าของมันอยู่ดี
แต่เพื่อนบางคนได้พบเจอแล้วก็ถือว่าเป็นความโชคดีของพวกเขา
- ไก่ ไม่รู้เป็นเพราะว่าผมไม่เคยเห็นความสามารถพิเศษแบบนี้มาก่อนหรือไม่
แต่ที่รู้ๆคือ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นไก่บินขึ้นต้นไม้และหลังคา บริเวณรอบๆสวนโมกข์นั้น
เดินไปก็จะเจอไก่พาลูกของมันไปด้วยกัน ซึ่งเป็นทัศนียภาพอันน่ารักอย่างหนึ่งระหว่างครอบครัวของสัตว์โลก
นอกจากนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นไก่ฟักไข่บนเก้าอี้พลาสติกด้วย
แต่แอบรู้สึกเสียดายที่มีคนมองไม่เห็นไปขยับเก้าอี้พลาสติกเข้าโดยไม่ทันมอง
ไข่จึงตกลงมาแตก หัวใจของแม่ไก่เองก็คงแตกสลายไปด้วย ส่วนตัวผมเองก็หดหู่เล็กๆ... อนิจจา...
- สุนัขและแมว เป็นสัตว์ที่ฉลาดมาก พวกมันเลือกที่นอนบนโต๊ะทานอาหาร
เมื่อพวกเราไปถึงที่สวนโมกข์จึงทราบทีหลังว่าเรากำลังทานอาหารอยู่บนที่นอนของพวกมัน
นี่เรามาแย่งที่นอนของพวกมันเพื่อทานอาหารหรือนี่ . . .
- ลิงป่า ณ ที่แห่งนี้ ตัวใหญ่มากและดูอ้วนล่ำ ขนเตียนๆ สีไข่ไก่
นานๆผมจะได้มีโอกาสเจอมันสักทีหนึ่ง
มันสามารถสู้กันเองบนต้นไม้เหนือศีรษะของพวกเรา แล้วมันก็ไม่ร่วงหล่นลงมาเสียด้วย
นอกจากนี้ลิงที่ผมเห็นยังมีระบบพรรคพวกของมันเองเสียด้วย
ลิงที่ตัวเล็กกว่าประมาณสองสามตัวดูเหมือนจะเป็นลูกน้องของมัน ก็วิ่งตามกันไป
- เขียดน้อยสีแดงอมชมพู คอยอยู่เป็นเพื่อนผมยามเหงาในบางคราวที่ผมต้องอาบน้ำตามลำพังหลังบ้านพัก
มันเกาะอยู่ข้างเสาแล้วก็ร้องเรียกหาเพื่อนของมัน
บางทีก็กระโดดไปกระโดดมาระหว่างเสากับบ่อน้ำตรงกลาง (ที่พี่เจเรียกว่าหม้อสุกี้)
มีครั้งหนึ่งมันตกลงมาขณะที่พวกเรากำลังทำวัตรเย็นอยู่ มีเสียงคนร้องออกมาและพวกเราซึ่งอยู่ด้านหลังก็หันไปดู
ตามลำตัวมันมีเมือกเหนียว ซึ่งแฮ็คผู้เป็นคนไปจับต้องถูกมันได้บอกกับผมว่า จับแล้วมือเหนียว ติดเมือกมาเสียด้วย
แต่จะว่าไปแล้วเขียดก็ดูน่ารักดีนะ ผมคิดว่าอย่างนั้น ขอแค่อย่ากระโดดพุ่งใส่หน้าผมก็พอ
- ยุงป่า ซึ่งตัวใหญ่กว่ายุงธรรมดาและกัดแทบจะไม่ปล่อยเลยทีเดียว
ยุงที่นี่มักจะไม่กลัวตะไคร้หอม แต่จะกลัวยากันยุงยี่ห้อ ซอฟเทล
ผมฉีดซอฟเทลขวดเล็กๆที่คุณแม่ให้มา ก่อนที่จะฉุกคิดและหันกลับไปมองข้างขวดและพบว่า ...มันหมดอายุแล้ว
ซึ่งยุงคงไม่ชอบซอฟเทลที่หมดอายุแล้ว มันจึงแทบจะไม่มากัดผมเลย ยกเว้นยุงตัวที่จมูกไม่ดีจริงๆ ก็จะมากัดผมได้บ้าง
...การสังเกตเพื่อนร่วมโลกตัวน้อยๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของผมจากการเดินทางครั้งนี้
ขณะที่ผมสังเกตสัตว์เหล่านั้น มันก็เป็นความสุขเล็กๆอย่างหนึ่งเช่นกัน นี่คือสิ่งที่ผมได้สัมผัสมาแล้ว
จะว่าไปบางทีสัตว์น้อยก็มีอะไรบางอย่างที่เป็นรายละเอียดยิบย่อยไม่แพ้มนุษย์
ตอนแรกผมคิดแค่ว่ามาที่นี่เพียงเพื่อสังเกตแต่ข้อธรรมในสวนโมกข์เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่มาเพื่อสังเกตสัตว์น้อยๆ
แต่ผมก็พบว่าขณะที่อยู่ในสวนโมกข์ หลายครั้งที่ผมหลับขณะฟังเทศน์ฟังธรรม
ซึ่งเรื่องนี้ก็พูดยากเหมือนกัน เพราะไม่ใช่สิ่งที่ผมสามารถจะบังคับได้ กล่าวคือบางทีร่างกายเรามันก็ไม่ไปกับใจเรา
แม้เราจะตั้งใจมากแค่ไหน แต่สุดท้ายเราก็ทนความง่วงไม่ไหว หลับไปทั้งๆที่นั่งอยู่อย่างนั้นแหละ
มาอยู่ที่สวนโมกข์นี้ แน่นอนว่าผมไม่ได้พบกับความสะดวกสบาย
วันแรกๆที่ผมนอนหมอนไม้ ทำเอาหลับๆตื่นๆไปทั้งคืน วันหลังๆผมก็เริ่มปรับเปลี่ยนดู
จัดการเปลี่ยนหมอนไม้เป็นเป้ของผมแทน (หลังจากนั้นผมก็หลับสนิทไม่มีตื่นกลางดึกอีกเลย)
ที่นี่ไม่มีน้ำอุ่นให้อาบเหมือนขณะอยู่ที่บ้าน
ตอนหยิบขันแรกตักราดน้ำใส่ตัวนั้น ทำเอาผมร้องออกมาด้วยความเย็นยะเยือก
นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีอากาศประมาณ 3 ฤดู ในที่เดียว ดูมีสีสันไปอีกแบบหนึ่ง
ช่วงกลางวันจะร้อนมาก ร้อนมากมาก มากมาก (ผมบ่นมากกว่านี้เมื่ออยู่ที่นั่นจริง)
บางวัน (ควรจะเรียกว่าแทบทุกวัน) ช่วงบ่ายๆ ฝนมักจะตกลงมาอย่างชุ่มฉ่ำ เก็บเสื้อผ้ากันแทบไม่ทันเลยทีเดียว
แต่สำหรับผม มันเย็นสดชื่นจริงๆ แล้วผมก็ชอบให้ฝนตกอยู่แล้ว เป็นกลิ่นไอที่ให้ความรู้สึกดีสำหรับผม
ส่วนตอนดึกๆ อากาศจะเริ่มเย็นผิดกับตอนกลางวันเลยทีเดียว จึงไม่แปลกถ้าที่สวนโมกข์จะยังคงมีผ้าห่มอยู่
แม้ว่าที่นี่ไม่ใช่อะไรที่คนทั่วๆไปปรารถนาอยู่แล้ว
แต่ผมก็สังเกตว่าที่นี่ก็ไม่เคยร้างจากผู้คนภายนอกเลย
ในทุกวันๆผมก็ยังเห็นคนมานั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม ฟังเทศน์ กวาดลานวัด สวดมนต์กันอยู่
จนวันสุดท้าย ผมพบว่าผมไม่ได้ขุดเจอขุมทรัพย์อะไรที่นี่เลย
มีคำถามหนึ่งที่ผมเคยถามกับตัวเองเมือเดือนก่อนว่า ชีวิตคืออะไร และชีวิตต้องการอะไร
หลังจากมาที่สวนโมกข์ ผมรู้สึกว่า จริงๆแล้วเราไม่ได้ต้องมาแสวงหาอะไรที่วิเศษมาก
อยู่สวนโมกข์ก็ลำบาก กลับมาที่บ้านก็มีความลำบากรูปแบบอื่นๆไม่แพ้กัน
ผมเคยคิดว่าสักวันจะปลีกหลีกหนีจากสังคมเมืองไปให้ไกลแสนไกลเพื่อหลีกหนีจากความวุ่นวาย
ตอนนี้ผมกลับมองว่า ต่อให้เราหนีสังคมเมืองไป แต่ใจเรายังขุ่น ให้ไปอยู่ที่ๆเงียบสงบแค่ไหนเราก็ยังขุ่นอยู่ดี
แต่ถ้าใจเราสงบ เราก็อยู่ได้ทุกที่ ไม่ต้องหนีไปไหนอีก
ความลำบากไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม มันก็คือเสี้ยวหนึ่งของชีวิต
อย่างที่ภาษาพระเรียกว่าทุกขเวทนา คือลักษณะที่ไม่น่าพึงปรารถนาของสิ่งที่มากระทบใจเรา
มันก็เป็นไปไม่ได้ที่เราจะหลบเลี่ยงสิ่งเหล่านี้พ้นไปได้ 100% ที่เราทำได้อย่างดีที่สุดก็คืออยู่กับมันด้วยความเข้าใจ
ณ สวนโมกขพลาราม. . .
เสียงระฆังดังกังวานไปทั่วอาณาเขตแห่งความจริงภายนอก และความจริงภายใน
บางครั้งระฆังก็เตือนสติให้เราหยุดคิด หยุดเสาะแสวงหาความสุข
พอหยุดเสาะหาความสุข มันก็เกิดความสงบสุขกลับมา
วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

อยากไปมั่ง :(
ตอบลบ